<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?>
<THAIPOST>
                <NEWS>
                <NEWS_ID>70908</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>09/07/2020 19:33</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>09/07/2020 08:44</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมย้ำยังไม่มีแผนเปิดบินเส้นทางระหว่างประเทศ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;9 ก.ค. 2563 นายชัยวัฒน์&amp;nbsp;&amp;nbsp;ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม ในฐานะคณะกรรมการ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.เปิดเผยว่าสำหรับการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศขณะนี้ยังคาดเดาสถานการณ์ไม่ได้ โดยที่ผ่านมา ศบค.ได้มีการประชุมเพื่อติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร โดยจะยึดหลักการของสาธารณสุขนำ เนื่องจากเป็นเรื่องที่ละเอียด แม้ว่ามาตรการทางด้านสาธารณสุขจะมีการสวมหน้ากาก แต่วันนี้ยังไม่มีวัคซีน ดังนั้นต้องรอให้ ศบค.เป็นผู้พิจารณา

&amp;quot;เราใช้หลักสาธารณสุขนำ ศบค.ได้มีการประเมินผลวิเคาระห์ว่าการติดเชื้อในประเทศ เป็นอย่างไรบ้าง เพิ่มขึ้นมาจากไหน ขณะที่การพบเชื้อนั้นเป็นบุคคลที่เดินทางเข้ามาในประเทศ เป็นพาหะนำเชื้อเข้ามา เพราะฉะนั้นสุดท้ายจึงต้องควบคุม จึงตอบไม่ได้ว่าจะเปิดบินเส้นทางบินระหว่างประเทศได้เมื่อไร และต้องเอาบทเรียนจากต่างประเทศมาดูด้วย หลายประเทศก็มีการคลายล็อก แต่สุดท้ายก็เจอปัญหา&amp;quot;นายชัยวัฒน์ กล่าว

อย่างไรก็ตามส่วนกรณีที่มีสายการบินได้เปิดจองตั๋วให้บริการบินเส้นทางต่างประเทศภายในเดือนสิงหาคม นั้น มองว่าอาจจะเป็นแผนธุรกิจที่ต้องการที่จะบิน แต่ความเป็นจริงต้องกลับมาดูว่าสามารถบินได้หรือไม่ ต้องดูว่าหากมีผู้โดยสารชาวไทยต้องการบินไปลอนดอน&amp;nbsp;&amp;nbsp;ประเทศอังกฤษ นั้นหมายความว่าประเทศนั้นเข้าตกลงจะให้บินเข้าด้วยหรือไม่ มองว่าหากมีการเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศต้องมีเงื่อนไขในการที่จะรับคนไป-กลับ ขณะเดียวกันต้องได้รับการอนุญาตจากกระทรวงต่างประเทศด้วย

ด้านนายวิวัฒน์ ปิยะวิโรจน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ฝ่ายการพาณิชย์ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า จากกรณีที่มีเว็บไซต์ได้ประกาศขายตั๋วโดยสารของสายการบินไทยโดยมีตารางทำการบินในเดือน สิงหาคม&amp;nbsp;63นี้ นั้น ในเรื่องนี้ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า การบินไทยและสายการบินทั่วโลกที่ทำธุรกิจการบินจะมีการจัดแผนการตลาดในเส้นทางบินระหว่างประเทศทั่วโลกที่ทำการบินอยู่ตลอดทั้งปีอยู่แล้ว ซึ่งตามแผนก่อนหน้านี้ได้มีการประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดมาโดยตลอดและเห็นว่าช่วงก่อนหน้านี้สถานการณ์ดีขึ้น ทางผู้ที่เกี่ยวข้องก็เปิดขายไปก่อน แต่หากไม่สามารถทำการบินได้ก็จะยกเลิกก่อนที่จะมีการทำการบิน&amp;nbsp;1เดือน&amp;nbsp;

อย่างไรก็ตามทั้งนั้นการที่จะเปิดทำการบินได้ทางสายการบินไทยจะต้องรอความชัดเจนของรัฐบาล และประกาศจากศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา(โควิด)2019&amp;nbsp;&amp;nbsp;(ศบค. )รวมถึงประกาศของสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย(กพท.)ก่อนว่าจะมีการเปิดประเทศเมื่อไหร่

&amp;ldquo;ที่มีข่าวขายตั๋ว ก็ขายไปก่อน เพราะไม่รู้ว่า ศบค. จะปลดล็อค หรือให้บินเมื่อไหร่ แต่เมื่อขายตั๋วไปแล้วก็สามารถยกเลิกทำการบินได้หากสถานการณ์การบินไทยยังไม่คลี่คลายซึ่งสามารถยกเลิกทำการบินจริงก่อนการบิน1&amp;nbsp;เดือน นอกจากนั้นมั่นใจว่าภายในสัปดาห์นี้หรือต้นสัปดาห์หน้าทางการบินไทยจะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการอีกครั้งว่าเลื่อนทำการบินระหว่างประเทศออกไปก่อน&amp;nbsp;&amp;nbsp;เพราะสถานการณ์โควิดหลายประเทศระบาดรอบ&amp;nbsp;2&amp;nbsp;ที่สำคัญ กพท. และ ศบค. ยังไม่ได้ประกาศเปิดประเทศและให้บินเชิงพาณิชย์ ดังนั้นต้องฟัง กพท. เป็นหลัก&amp;rdquo;นายวิวัฒน์ กล่าว

&amp;nbsp;&amp;nbsp;
&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/70908</URL_LINK>
                <HASHTAG>กระทรวงคมนาคม, การบินไทย, ชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, เปิดเส้นทางการบินระหว่างประเทศ</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200503/image_big_5eaec3e02ba81.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>62059</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>04/04/2020 16:06</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>04/04/2020 16:06</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE>คมนาคมเล็งปรับศูนย์ EOC สุวรรณภูมิดึงตำรวจ-ฝ่ายความมั่นคงบัญชาการ</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;4เม.ย.63-นายชัยวัฒน์ ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงสถานการณ์ที่มีผู้โดยสารกว่า 100 คนเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อคืนที่ผ่านมา และปฏิเสธที่จะให้เจ้าหน้าที่กักตัว 14 วัน ในพื้นที่ที่หน่วยงานรัฐเตรียมไว้ ตามประกาศของกระทรวงสาธารณสุข และ กพท. ในช่วงประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ

โดยปลัดกระทรวงคมนาคมระบุว่า จำเป็นต้องถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาการปฏิบัติงานของศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (EOC) ในส่วนของพื้นที่การคัดกรองด้านใน เจ้าหน้าที่จากสาธารณสุข และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ของ บมจ.ท่าอากาศยานไทย เจ้าของพื้นที่ คือ สามารถจัดการดูแลพื้นที่ได้ แต่เมื่อออกมาด้านนอก ซึ่งจะต้องมีการนำผู้โดยสารไปกักตัวตามมาตรการนั้น จำเป็นจะต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือทหารฝ่ายความมั่นคง เข้ามาบัญชาการเหตุการณ์

&amp;quot;โดยส่วนตัวเห็นว่า ศูนย์ EOC จำเป็นต้องปรับรูปแบบการจัดการ ให้มีการประสานความร่วมมือมากขึ้น และให้มีผู้บัญชาการเหตุการณ์ เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูง เพื่อการทำงาน การบังคับใช้กฎหมาย เกิดผลในทางปฏิบัติชัดเจนยิ่งขึ้น&amp;quot;นายชัยวัฒน์กล่าว

โดยปลัดกระทรวงคมนาคมกล่าวว่า สถานการณ์การป้องกันการระบาดไวรัสโควิด-19 ขณะนี้ และมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หน่วยงานภาครัฐขอเน้นย้ำให้ประชาชนทั่วไปหรือผู้โดยสารที่เดินทาง ต้องปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การป้องกันการระบาดประสบผลสำเร็จ

ส่วนประเด็นที่สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย หรือ กพท. มีการออกประกาศไม่ให้เที่ยวบินพาณิชย์ จากต่างประเทศเดินทางเข้าไทยจนถึงวันที่ 6 เมษายนนี้ หรือ 3 วัน โดยแนวปฏิบัติหลังจากครบกำหนด จะต้องดำเนินการอย่างไรนั้น ปลัดกระทรวงคมนาคม ระบุว่า ประกาศของ กพท.ที่ออกมา ได้ก็เพื่อแก้ปัญหาผู้โดยสารที่อยู่ระหว่างการเดินทางซึ่งถือว่าเป็นผู้โดยสารที่ค้างท่อ แต่ทั้งหมดก็ต้องเข้ามาตรการการกัดตัว 14 วัน ส่วนหลังจากนี้ ซึ่งกระทรวงต่างประเทศ โดยสถานทูตในต่างประเทศ ไม่ได้มีการออกเอกสารรับรองให้เดินทาง ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีจนถึงวันที่ 15 เมษายน 2563 ในระหว่างนี้ก็เชื่อว่าจะไม่มีเที่ยวบินหรือผู้โดยสารที่สามารถเดินทางเข้ามาประเทศไทยจากต้นทางได้อยู่แล้ว

นายจุฬา สุขมานพ ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) กล่าวว่า หลังจากที่ กพท.ได้ออกประกาศห้ามเที่ยวบินจากต่างประเทศทั่วโลกบินเข้าไทย ระหว่างวันที่ 4 &amp;ndash; 6 เม.ย.ที่ผ่านมา ปรากฏว่าหลังเที่ยงคืนที่ที่ผ่านมา มี 1 เที่ยวบินจากอิหร่านบินมาถึงประเทศไทยช่วงเช้าที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเที่ยวบินสุดท้าย แต่ผู้โดยสารทุกคนถูกนำไปกักตัว 14 วัน และหลังจากนี้จะไม่มีสายการบินใดบินเข้ามาอีก ยกเว้นเที่ยวบินเปล่านที่มีการประสานจากประเทศต้นทางขอเข้ามาขนผู้โดยสารของประเทศนั้นกลับออกจากไทย ซึ่งมีการแจ้งล่วงหน้า และบางส่วนเป็นเที่ยวบินขนส่งสินค้า หรือคาร์โก้

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร นายจุฬา กล่าวว่า ทางศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) มีการติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ในช่วงนี้จะต้องมีการประเมินผลหลังจากประกาศห้ามเที่ยวบินเข้าประเทศไทยเป็นเวลา 3 วัน ก่อน ส่วนจะต่อหรือขยายเวลาการสั่งห้ามหรือไม่อย่างไร ต้องรอผลการประเมินในช่วงนี้ก่อน

แหล่งข่าวจาก ศบค.กล่าวว่า การประกาศสั่งห้ามเที่ยวบินบินเข้าประเทศไทย เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและเป็นการประเมินแผนการรับมือกับการที่จะกำหนดให้ผู้โดยสารที่เดินทางกลับจากต่างประเทศจะต้องถูกกักตัวไว้ในสถานที่ที่ภาครัฐกำหนดเป็นเวลา 14 วัน หากกำหนดเป็นช่วงเวลานานๆ เช่น 15 วันหรือ 30 วัน จะเกิดปัญหาการอั้นของผู้โดยสารและทะลักกลับมาในคราวเดียวกันจำนวนมาก ส่งผลต่อการรับมือกับสถานที่ในการกักตัวจะควบคุมได้ยาก ดังนั้นมีความเป็นไปได้ว่า หลังจากนี้อาจต้องประสานกับกระทรวงการต่างประเทศในการกำหนดจำนวนผู้โดยที่จะบินกลับเข้าไทยในแต่ละรอบเพื่อให้สอดคล้องกับพื้นที่ที่จะรองรับการกักตัวด้วย

&amp;ldquo; หลังจากนี้ผู้โดยสารทุกคนที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ จำเป็นจะต้องมีการกักตัวไว้ก่อน 14 วัน เนื่องจากข้อมูลกรมควบคุมโรตกระบุชัดเจนว่า ผู้ติดเชื้อมาจากกลุ่มที่กลับจากต่างประเทศเป็นหลัก ดังนั้นกาทรจะควบคุมสถานการณ์การติดเชื้อจึงต้องเริ่มที่กลุ่มนี้ ส่วนมาตรการที่จะออกมาจะประเมินกับสถานการณ์ในแต่ละวันประกอบการตัดสินใจด้วย &amp;ldquo; แหล่งข่าวกล่าว&amp;nbsp;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/62059</URL_LINK>
                <HASHTAG>ชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, สนามบินสุวรรณภูมิ, หนีกักกันโรค</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20200404/image_big_5e884d87abed7.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
                        <NEWS>
                <NEWS_ID>46203</NEWS_ID>
                <UPDATETIME>20/09/2019 10:23</UPDATETIME>
                <PUBLISHDATETIME>20/09/2019 10:23</PUBLISHDATETIME>
                <HEADLINE> คมนาคมไฟเขียวทุบสะพานตากสินรับช่องจราจรบีทีเอส</HEADLINE>
                <CONTENT>&lt;p&gt;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ภาพจากเว็บไซต์ วิกิพีเดีย&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;20 ก.ย. 2562 นายชัยวัฒน์ &amp;nbsp;ทองคำคูณ ปลัดกระทรวงคมนาคม &amp;nbsp;เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการสะพานตากสิน(S6) ว่าที่ประชุมเห็นชอบแบบรายละเอียดการขยายสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ที่อยู่ในการกำกับดูแลของกรมทางหลวงชนบท เพื่อรองรับการเดินทางรถไฟฟ้าที่สถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินเพื่อเตรียมการรองรับปริมาณผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้ข้อสรุปเป็นเรียบร้อยสำหรับงานด้านวิศวกรรมสามารถดำเนินการได้ โดยรูปแบบของสถานีจะเป็นลักษณะ 2 ราง วิ่งสวนกันระหว่างขบวนรถไฟได้ และจะมีการสร้างสะพานเพิ่มเติมเพื่อยังคงช่องจราจรให้สามารถใช้บริการได้เช่นเดิม โดยจะขยายช่องจราจรขาไป 3 ช่องจราจร ขากลับ 3 ช่องจราจร สำหรับการก่อสร้างอาจจะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ เนื่องจากเป็นการก่อสร้างโครงการบริเวณพื้นที่ที่มีการใช้งาน ซึ่งถือว่ามีข้อจำกัดพอสมควร&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;สำหรับการดำเนินการดังกล่าวต้องใช้พื้นที่บริเวณด้านในของสะพานสมเด็จพระเจ้าตากสินกว้าง ข้างละ 1.80 เมตร และขยายบริเวณด้านนอกทดแทน ระยะทาง 230 เมตร พร้อมปรับปรุงภูมิทัศน์ใต้สถานี ซึ่ง กทม. คาดว่าจะส่งแบบก่อสร้างส่วนปรับปรุงพื้นที่บริเวณใต้สถานี พร้อมแบบอาคารพักโดยสาร และทางเชื่อมต่อสถานีรถไฟฟ้าสะพานตากสินกับท่าเรือสาทรให้ ทช. พิจารณาได้ภายใน 2 สัปดาห์ และจะเริ่มก่อสร้างหลังจากได้รับการอนุมัติรายงานวิเคราะห์ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) เรียบร้อยแล้ว ประมาณปลายปี 62โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 40 เดือนในการก่อสร้าง&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ได้มีการกำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาให้ดี เนื่องจากเกรงจะกระทบด้านการเดินทางของประชาชน สำหรับขั้นตอนรายละเอียดการศึกษาผลกระทบ (EIA) อยู่ระหว่างคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (คชก.) พิจารณา คาดว่าปี62 จะสามารถเริ่มต้นก่อสร้างได้&amp;rdquo;นายชัยวัฒน์ &amp;nbsp;กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;นายวิศว์ &amp;nbsp;รัตนโชติ วิศวกรใหญ่ กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กล่าวว่า ขณะนี้กรมทางหลวงชนบทเห็นชอบที่จะอนุมัติให้ทุบสะพานเพื่อขยายสะพานรองรับรางทางวิ่งรถไฟฟ้าบีทีเอส เพื่อให้รถไฟฟ้าสามารถวิ่งสวนกันได้ ซึ่งการขยายช่องจราจรนั้น จะขยายให้สามารถรองรับได้ฝั่งละ 3 ช่องจราจร &amp;nbsp;โดยการก่อสร้างทั้งการขยายสะพานเพื่อรับการจราจร และการขยายรางนั้น จะต้องใช้ระยะเวลาดำเนินการ 40 เดือน &amp;nbsp;แบ่งเป็น งานขยายสะพาน 30 เดือน และงานทำรางรถไฟฟ้า 10 เดือน โดยเป็นการทุบสะพานประมาณ 1.80 เมตร และจะขยายใหม่ในขนาด 2.30 เมตร ซึ่งทั้งหมด บีทีเอส จะเป็นผู้รับผิดทั้งโครงการ&amp;nbsp;&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;&amp;ldquo;ทช.จะออกใบอนุญาตกระทำการใดๆในเขตทางของกรมทางหลวงชนบท ให้กับกทม.ภายในสัปดาห์หน้า&amp;rdquo;นายวิศว์ กล่าว&lt;/p&gt;

&lt;p&gt;ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมครั้งนี้มีหน่วยงานระหว่างกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท (ทช.) กรมเจ้าท่า (จท.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) &amp;nbsp;หรือ บีทีเอส&lt;/p&gt;
</CONTENT>
                <URL_LINK>https://www.thaipost.net/main/detail/46203</URL_LINK>
                <HASHTAG>คณะกรรมการสะพานตากสิน(S6), ชัยวัฒน์  ทองคำคูณ, ทุบสะพานตากสิน, ฺBTS</HASHTAG>
                <FASTNEWS>TRUE</FASTNEWS>
                <HILIGHT>FALSE</HILIGHT>
                <TRANSACTION>ADD</TRANSACTION>
                <PICTURE_URL>https://storage.thaipost.net/main/uploads/photos/big/20190920/image_big_5d8445c3ed613.jpg</PICTURE_URL>

            </NEWS>
            </THAIPOST>
